30
มิ.ย.
10

การวิเคราะห์ขนาดของเม็ดดิน กลุ่ม 2/9 sec2

บทความเกี่ยวกับ Eng Software ต่างๆ

การจำแนกดินตามระบบ ASTM

การวิเคราะห์หาขนาดของเม็ดดินก็คือ ความพยายามที่จะหาความสัมพันธ์เป็นสัดส่วนของเม็ดดินขนาดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในมวลดินนั้นๆการเก็บตัวอย่างดินมาทดสอบจะต้องเก็บคละกันมาให้เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นตัวแทนของมวลดินทั้งหมด ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถหามวลเม็ดดินแต่ละเม็ดได้

การจําแนกประเภทของดินทางด้านวิศวกรรม โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ตามมาตรฐาน Unified Soil Classification System ASTM D-2487 ซึ่งนิยมใช้กับงานฐานรากทั่วไป และ underground pipeline

การจําแนกดินตามมาตรฐานนี้จะทําการจําแนก ดินเสียก่อนว่าเป็นดินชนิดเม็ดหยาบ หรือดินชนิดเม็ดโดยอาศัยข้อมูลจากทดสอบ Sieve Analysis โดยดูว่ามีดินค้างอยู่ บนตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 200 อยู่เท่าไร

– ถ้ามีดินค้างอยู่บนตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 200 เกิน 50 % by weight ถือว่าเป็นดินจําพวกเม็ดหยาบ Coarse Grained Soils ดินจําพวกนี้ได้แก่ Gravelly Soils , Sandy Soils

– ถ้ามีดินค้างอยู่บนตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 200 น้อยกว่า 50 % by weight ถือว่าเป็นดินจําพวกเม็ดละเอียด Fine Grained Soils ดินจําพวกนี้ได้แก่ ตะกอนทราย (Silt ) หรือดินเหนียว(Clay )เราสามารถทราบ ชนิดของดินโดยดูจาก อักษรตัวหน้าของดิน เช่น

  • กรวด ( Gravel ) อักษรตัวหน้าก็จะเป็น “G” มีดินค้างอยู่ บนตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 4 เกิน 50 %
  • ทราย ( Sand ) อักษรตัวหน้าก็จะเป็น “S” มีดินค้างอยู่ บนตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 4 น้อยกว่า 50 %
  • ตะกอนทราย (Silt) อักษรตัวหน้าก็จะเป็น “M”
  • ดินเหนียว ( Clay ) อักษรตัวหน้าก็จะเป็น “C”
  • ดินมีสารอินทรีย์ปน(Organic) “O”
  • Peat อักษรตัวหน้าก็จะเป็น “Pt”ส่วนอักษรที่สอง จะบอกลักษณะของดิน ซึ่งหาได้จากการกระจายของเม็ดดินและการทดสอบหาค่าความข้นเหลวของเม็ดดิน( Atterberg’s Limit ) เช่น
  • ดินเม็ดหยาบมีขนาดเม็ดคละกันดี ( Well graded) ตัวอักษรที่สองเป็น “W”
  • ดินเม็ดหยาบมีขนาดเม็ดคละกันไม่ดี ( Poorly graded ) ตัวอักษรที่สองเป็น “P”
  • ดินเม็ดละเอียดที่มีพลาสติกซิตี้สูง ( High Plastic ) ตัวอักษรที่สองเป็น “H”
  • ดินเม็ดละเอียดที่มีพลาสติกซิตี้ต่ำ ( Low Plastic ) ตัวอักษรที่ สองเป็น “L”การทดสอบ Grain Size Analysis
  • เป็นการทดสอบหาขนาดเม็ดของดินและการกระจายขนาดของเม็ดดิน (Grain Size Distribution) เพื่อประโยชน์ในการจําแนกดิน (Soil Classification) และเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของดิน การทดสอบ สามารถแบ่งเป็น 2 วิธี ขึ้นอยู่กับขนาดเม็ดดิน ได้แก่

1.ดินที่มีเม็ดดินหยาบ การทดสอบทําโดยวิธีร่อนด้วยตะแกรง (Sieve Analaysis หรือMechanical analysis) ทําโดยนําดินที่ต้องการหาขนาดใส่ลงในตะแกรงมาตรฐาน และเขย่า ตะแกรงที่ใช้ร่อนมีหลายขนาด ตั้งแต่เบอร์ 4 (ขนาด 4.75 มม.) ถึง เบอร์ 200 (ขนาด 0.075 มม.) โดยเรียงตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็กสุด เมื่อร่อนและนํามาชั่งก็จะคํานวณหาส่วนที่ค้างหรือผ่านตะแกรงขนาดต่างๆ เป็นเปอร์เซนต์กับ น้ำหนักทั้งหมด ในการทดลองเราเพียงแต่กระจายขนาดของเม็ดดินออกไปเป็นส่วนๆ โดยการนำดินมาร่อนผ่านตะแกรงที่มีช่องเปิดขนาดต่าง ๆ กัน ถ้าขนาดเม็ดดินโตกว่าช่องเปิดก็จะค้างบนตะแกรงถ้าเล็กกว่าก็จะผ่านลงไป ตะแกรงที่ว่านี้ทำจากลวดทองเหลืองถักเป็นเหลี่ยมขนาดช่องเปิดตั้งแต่ 101.6ม .ม.(4 นิ้ว) จนถึง 0.038 ม.ม. (No. 400)

ตารางที่ 1 ตามมาตรฐานอเมริกันและเปรียบเทียบกับมาตรฐานอื่น ๆ


ก่อน ค.ศ. 1970 ปัจจุบัน
4 นิ้ว (101.6 ม.ม.)

1 1/2 นิ้ว (38.1 ม.ม.)

1/4 นิ้ว (6.35 ม.ม.)

เบอร์ 20 (0.81 ม.ม.)

เบอร์100 (0.149 ม.ม.)

เบอร์ 200 (0.074 ม.ม.)

100 ม.ม.

3.75 ม.ม.

6.30 ม.ม.

0.85 ม.ม.

0.15 ม.ม.

0.075 ม.ม.

ดังตารางแสดงให้เห็นขนาดตะแกรงเบอร์ต่างๆกัน ตามมาตรฐานอเมริกันและเปรียบเทียบกับมาตรฐานอื่น ๆ ในทางปฏิบัติถือเอาตะแกรงเบอร์ 200 เป็นขนาดเล็กที่สุดตะแกรงที่มีขนาดเล็กกว่าเบอร์ 200 ใช้เฉพาะงานทางวิชาการเท่านั้น ขนาดตะแกรงตามตารางเป็นขนาดของตะแกรงล่าสุดของมาตรฐาน ASTM ซึ่งขนาดของตะแกรงรุ่นใหม่จะมีขนาดช่องเปิดเล็กกว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย แต่ยังคงมีใช้อยู่บ้างในปัจจุบัน นักศึกษาควรจะใช้ขนาดตามของใหม่

การจำแนกดินทุกระบบจะใช้ขนาดของ Sieve เบอร์ 200 เป็นจุดแบ่งในการจำแนกดิน เช่น ดินนี้มีขนาดโตกว่าเบอร์ 200 เป็นจำนวนเท่าไร แต่ก็มีบ้างโอกาสที่ต้องการทราบขนาดของเม็ดดินที่เล็กกว่าเบอร์ 200 ลงไปอีก ซึ่งก็มีอีกวิธีหนึ่ง

การที่นำดินมาร่อนผ่านตะแกรงนี้ไม่สามารถบอกลักษณะรูปร่างของเม็ดดินได้ว่า เม็ดดินเหล่านั้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมหรือกลมบอกได้เพียงว่ามีขนาดเล็กกว่าหรือโตกว่าขนาดของเบอร์ตะแกรงที่เท่าไรนั้น ข้อมูลที่ได้จาการวิเคราะห์หาขนาดของเม็ดดินนี้สามารถนำมาแสดงในรูปของกราฟเส้นโค้งได้ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและพิจารณาการกระจายตัวของเม็ดดิน โดยการนำเปอร์เซ็นต์ของดินที่ผ่านตะแกรง และขนาดของตะแกรงมาเขียนในกราฟ Semi – log ให้เปอร์เซ็นต์ของดินที่ผ่านตะแกรงอยู่ในแกนตั้งใช้สเกลปกติ และขนาดของตะแกรงเป็นแกนนอนใช้สเกล Simi-log

การกระจายตัวของเม็ดดินตามที่เขียนกราฟนั้นเป็นเพียงค่าโดยประมาณเท่านั้นเพราะว่าดินที่เก็บมาทดลองนั้นไม่มากนักอาจจะไมใช่ตัวแทนของดินทั้งหมด และตะแกรงที่นำมาร่อนก็นำมาเป็นบางขนาดเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งช่องเปิดของตะแกรงทำไว้สำหรับร่อนดินที่มีรูปร่างไม่แน่นอน บางทีเม็ดดินที่มีขนาดโตแต่เป็นลักษณะกลมอาจผ่านตะแกรงไปได้ แต่เม็ดดินที่มีขนาดเล็กแต่ยาวอาจไม่ผ่านตะแกรงก็เป็นไปได้ถ้าหากการเรียงตัวของเม็ดดินในตะแกรงไม่เอื้ออำนวย

ในทางปฏิบัติวิธีการวิเคราะห์การกระจายตัวของเม็ดดินที่นิยมใช้กันก็คือ นำดินไปอบให้แห้งแล้วใช้ค้อนยางทุบก้อนดินให้กระจายตัว (ระวังอย่าทุบแรงจนเกินไปจะทำให้เม็ดดินแตกละเอียด วัตถุประสงค์ของการทุบก็คือ ต้องการให้เม็ดดินที่จับกันเป็นก้อนกระจาออกเท่านั้นเอง) แล้วนำไปร่อนผ่านตะแกรงขนาดต่าง ๆ ตามที่กำหนด ถ้าร่อนแล้วพบว่าดินที่ร่อนผ่านตะแกรงเบอร์ 200 เกิน 4-5% ก็ให้นำดินชนิดนั้นไปล้างเสียก่อนแล้วค่อยนำมาร่อนใหม่ โดยการนำดินไปอบให้แห้งแล้วใส่ในตะแกรงเบอร์ 200 แล้วเปิดน้ำประปาล้าง แล้วเอาส่วนที่เหลือค้างตะแกรงไปอบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแห้งแล้วก็นำมาร่อนผ่านตะแกรงตามข้อกำหนด การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้องขึ้น เพราะเม็ดดินที่มีขนาดเล็ก ๆ ที่มักจะเกาะติดกับเม็ดโต และเม็ดดินที่หายไประหว่างการล้างก็คิดเสียว่าเป็นเม็ดดินที่ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ไป

การนำดินมาล้างก่อนที่จะทำการทดลองวิเคราะห์หากระจายตัวของขนาดเม็ดดินนี้ มักจะไม่ทำ หากเป็นดินเม็ดหยาบที่ผ่านตะแกรงเบอร์ 10 น้อยกว่า 10-15 % และผ่านตะแกรงเบอร์ 100 เพียง 5-10 % ในกรณีของดินเม็ดละเอียดก็ไม่ต้องกระทำเช่นกัน ชุดของตะแกรงที่นำมาร่อนดินจะมีจำนวน 6-7 อัน ในขนาดต่าง ๆ กัน โดยประมาณเอาว่าขนาดของช่องเปิดอันที่อยู่บนสุดต้องโตกว่าอันที่อยู่ล่าง 2 เท่า เช่น 6, 12, 24 หรือ 0.075 , 0.150 , 0.300 ม.ม. เพื่อความสะอาดและผลของการปฏิบัติการเรียงตะแกรงควรจะต้องมีขนาดเหล่านี้ไว้เสมอคือเบอร์ 4 , เบอร์ 100 และ เบอร์200

จากโค้งของกราฟการกระจายของเม็ดดิน ขนาดของเม็ดดินที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางต่าง ๆ เช่น D60 , D30 , D10 สามารถที่หามาได้จากกราฟ ตัว D หมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลางของเม็ดดิน ตัวเลขที่กำกับ หมายถึง เปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า เช่น D10 จากกราฟ หมายความว่า 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของดินตัวอย่างมีขนาดเล็กกว่า 0.15 ม.ม. และขนาดที่ D10 นี้เรียกว่า Effective Size ของดิน

มวลดินที่มีอยู่ในทั่วไปตามธรรมชาติ ประกอบไปด้วยเม็ดดินที่มีขนาดต่าง ๆ กัน นอกจากนี้มวลดินที่ประกอบไปด้วยเม็ดดินต่างชนิดกัน ยังมีคุณสมบัติทางวิศวกรรมแตกต่างกันออกไปอีกด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีระบบและวิธีการที่จะแบ่งชนิดของดินทางวิศวกรรม การแบ่งชนิดของดินทางวิศวกรรมนี้มีอยู่หลายระบบ บางระบบจะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินซึ่งหาได้ในห้องปฏิบัติการ การที่เราจะแยกดินออกตามระบบไหนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน ว่าเราจะนำดินไปใช้ในงานอะไรบ้าง เช่น งานถนน งาน เขื่อน

จากผลการวิเคราะห์ขนาดของเม็ดดิน นำมาเขียนกราฟ โดยค่าเปอร์เซ็นต์ผ่านตะแกรงอยู่ในแนวแกนตั้งต่อขนาดลอดช่องตะแกรงในแนวนอนในสเกล log ตามมาตรฐานอังกฤษนิยมจัดเสกลขนาดตะแกรงใหญ่อยู่ทางขวามือ ส่วนมาตรฐานอเมริกันนิยมจัดเสกลใหญ่อยู่ทางซ้ายมือ จุดที่ Plot ไว้ลากต่อด้วยเส้นโค้งเรียบ การเขียนเส้นโค้งการกระจายของเม็ดดินนี้จะทำให้วิศวกรสามารถเห็นลักษณะของการกระจายของเม็ดดินได้ทันทีดีกว่าการรายงานผลในรูปของการเขียนตาราง

ในด้านวิศวกรรม วัสดุเม็ดหยาบที่นำไปใช้ในการก่อสร้าง คุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ ต้องมีขนาดเม็ดคละกันดี ความคละของเม็ดดินสามารถดูได้จากความโค้งของกราฟหาขนาดของเม็ดดินเมื่อเปรียบเทียบกัน โค้งที่ยาวตลอดขนาดเสกล แสดงลักษณะดินที่มีขนาดเม็ดคละกันดี ในทางตรงกันข้ามถ้าโค้งมีลักษณะเป็นตัว S สั้นเกือบตั้งตรง ลักษณะเม็ดดินจะเป็นเม็ดดินที่มีขนาดสม่ำเสมอ ส่วนโค้งที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ จะเป็นดินที่มีลักษณะที่เรียกว่ามีขนาดขาดช่วง เพื่อที่จะให้หลักการพิจารณาการกระจายของเม็ดดินเป็นมาตรฐาน จึงได้มีการกำหนดสูตรการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สำหรับการกระจายของเม็ดดิน ( เฉพาะเม็ดดินหยาบ ) ไว้ดังต่อไปนี้

1.1 ดินที่มีขนาดคละกันดี ( Well Graded Soil ) คือ ดินที่มีขนาดต่าง ๆ คละกันอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก ดินชนิดนี้จะมี กำลังและเสถียรภาพดี เส้นกราฟ (ช่วง Range) จะแผ่อย่างราบเรียบสม่ำเสมอ จากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง พิจารณาของช่วงกราฟที่เรียกว่า Coefficient of Uniformity ( Cu ) ซึ่งจะแสดงถึงการกระจายตัวของเม็ดดิน ว่ามีขนาดคละกัน ( Grade ) หรือสม่ำเสมอ ( Uniform )

ตารางที่ 2 แสดง ลักษณะของดินที่มีขนาดคละกันดี


ชนิดของดิน

Cu

Cc

กรวด

ทราย

มากกว่า 4

มากกว่า 6

1  –  3

1  –  3

1.2 ดินที่มีขนาดคละกันไม่ดี ( Poorly Graded Soil ) แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

1 ดินที่มีขนาดเม็ดดินสม่ำเสมอ ( Uniform Grade ) คือเม็ดดินที่มีขนาดเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ เส้นกราฟจะมีลักษณะเกือบเป็นเส้นดิ่ง ช่วงกราฟแคบ

2 ดินที่มีขนาดเม็ดดินขาดช่วง ( Skip หรือ Gap Grade ) คือดินที่มีแต่ขนาดเม็ดใหญ่และขนาดเม็ดเล็ก ขาดขนาดปานกลางไป หรือขาดขนาดใดขนาดหนึ่งไป เส้นกราฟจะมีลักษณะเป็นเส้นราบในช่วงที่ขนาดเม็ดดินขาดหายไปดินที่มีขนาดคละกันไม่ดีนี้ ค่า Cu และ Cc จะไม่เป็นตามตาราง

ข้อควรระวัง

1. ถ้าเป็นดินชนิดเกิดในที่ เช่น ดินที่เกิดการผุกร่อนของหิน ควรระมัดระวังการทดสอบเป็นพิเศษ เพราะดินชนิดนี้แตกตัวได้ง่ายและควรที่จะทำเป็นแบบเปียก เพื่อทำการแยกเม็ดละเอียดออก

2. การคัดเลือกตัวอย่างควรใช้เครื่องแบ่งตัวอย่างหรือวิธีการเก็บตัวอย่างแบบแบ่ง 4 เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของกองวัสดุจริง ๆ

2.ดินที่มีเม็ดละเอียด ใช้การวิเคราะห์ไฮโดรมิเตอร์(Hydrometer Analysis) เป็นการวิเคราะห์ขนาดดินที่มีเม็ดเล็กกว่าตะแกรงเบอร์ 200 ซึ่งจะต้องทดสอบภายใต้สมมติฐานที่ว่าเม็ดดินมีขนาดกลม แต่ เม็ดดินจริงอาจมีลักษณะแบนทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จากการคำนวณ การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ จะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงข้อนี้ด้วย

การวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้จะอาศัยหลักการตกตะกอนของเม็ดดินใน น้ำ เมื่อดินเกิดการแยกตัวออกในน้ำ เม็ดดินจะเกิดการตกตะกอนด้วยความเร็วที่ต่างกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ รูปร่าง ขนาด น้ำหนักและ ค่าความหนืดของน้ำ เพื่อให้เกิดความง่าย จะสมมติว่าลักษณะเม็ดดินมีรูปร่างทรงกลมและความเร็วของเม็ดดิน สามารถที่จะแสดงได้โดยใช้กฎของ Stoke (Stoke ’s Law)

มาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบ

ASTM D4221-99 Standard Test Method for Dispersive Characteristics of Clay Soil by  Double Hydrometer

การเตรียมตัวอย่างการทดสอบ

ตัวอย่างดินที่ใช้ในการทดสอบได้จากการเก็บตัวอย่างดินตาม ธรรมชาติที่ร่อนผ่านตะแกรงเบอร์ 200 หรือดินที่ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 จากการทดสอบการร่อนผ่านตะแกรงมาตรฐาน ประมาณ 100 กรัม

ขั้นตอนการทดสอบ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมสารช่วยเม็ดดินกระจายตัว (Dispersing Agent) ความเข้มข้น 4% โดยนำผง Sodium Hexa – Metaphosphate มาละลายในน้ำ โดยใช้อัตราส่วน 4 กรัม ละลายน้ำ 100 ลบ.ซม แล้วตั้งทิ้งไว้ โดย ASTM แนะนำว่าควรทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 16 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 2 นำตัวอย่างดินแห้งที่เตรียมไว้ประมาณ 50 กรัม ผสมเข้ากับ สารช่วยเม็ดดินกระจายตัว (4% Sodium Hexa – Metaphosphate) โดยใช้เครื่องกวนดินไฟฟ้าปั่นส่วนผสมดินประมาณ 10 นาที แล้วเทลงในกระบอกตกตะกอน ใช้น้ำกลั่นฉีดดินออกจากเครื่องผสมให้หมดแล้วเติมน้ำจนถึงขีดบอกปริมาตร 1000 ลบ.ซม.

ขั้นตอนที่ 3 ใส่น้ำกลั่นในกระบอกตกตะกอนอีกอันหนึ่ง เพื่อใช้ล้างน้ำโคลนที่อาจติดไฮโดรมิเตอร์มาหลังจากการวัด (โดยจับที่ก้านไฮโดรมิเตอร์จุ่มลงไปในน้ำแล้วหมุนไปมา) และแช่ไฮโดรมิเตอร์ในระหว่างที่ไม่ใช้วัด

ขั้นตอนที่ 4 ใช้จุกยางปิดปากกระบอกตกตะกอนที่มีส่วนผสมดิน แล้วเขย่าส่วนผสมให้เข้ากันประมาณ 1 นาที จากนั้นวางลงแล้วเริ่มจับเวลาทันที

ขั้นตอนที่ 5 หย่อนไฮโดรมิเตอร์ลงในน้ำโคลนเพื่ออ่านค่า R ที่เวลา , , 1 และ 2 นาที ตามลำดับ (15 วินาที , 30 วินาที , 1 นาที ,2 นาที) โดยไม่ต้องยกไฮโดรมิเตอร์ออกขณะที่อ่านค่าตามเวลาดังกล่าว เมื่ออ่านค่าเวลาครบแล้วจึงยกไฮโดรมิเตอร์ออกแล้วทำการวัดอุณหภูมิของน้ำ โคลนด้วย

ขั้นตอนที่ 6 เขย่ากระบอกอีกครั้งตามขั้นตอนที่ 4 แล้ววัดค่า R ที่ 2 , 5 , 10 , 20 , ….. นาที (เพิ่มระยะเวลาอ่านครั้งต่อไปประมาณ 2 เท่า) จนกระทั้งค่าที่อ่านได้คงที่โดยประมาณจึงหยุดการทดลอง โดยทุกครั้งที่อ่านค่า R ให้วัดอุณหภูมิของส่วนผสมน้ำโคลน หลังจากเสร็จการอ่านค่าแต่ละครั้งให้ยกไฮโดรมิเตอร์ออกไปจุ่มไว้ในกระบอกน้ำ เปล่าที่เตรียมไว้และปิดปากกระบอกน้ำโคลนด้วยจุกยาง

ขั้นตอนที่ 7 หลังจากการทดสอบเสร็จสิ้นแล้วให้เขย่ากระบอก เทน้ำโคลนออกจากกระบอกใส่ภาชนะโดยต้องล้างดินที่ก้นกระบอกออกให้หมด แล้วนำไปอบเพื่อหาน้ำหนักของดินแห้ง


0 Responses to “การวิเคราะห์ขนาดของเม็ดดิน กลุ่ม 2/9 sec2”



  1. ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: